วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ ”โอกาสอุตสาหกรรมไทยภายใต้ความท้าทายโลกยุคใหม่“ หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่ 29 เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทยและกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อสังคมไทย
ปลัดฯ ณัฐพล ติวเข้มนักศึกษาหลักสูตร ปปร. รุ่น 29 ชู “MIND AS ONE” ปั้นอุตสาหกรรมไทยรับมือโลกยุคใหม่
วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ ”โอกาสอุตสาหกรรมไทยภายใต้ความท้าทายโลกยุคใหม่“ หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่ 29 เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทยและกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อสังคมไทย โดยมี ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ให้การต้อนรับ พร้อมด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้าราชการการเมือง ผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐและภาคเอกชน นักศึกษาหลักสูตรฯ เข้าร่วมรับฟัง ณ ห้องประชาธิปก อาคารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา
ปลัดฯ ณัฐพล กล่าวว่า ปัจจุบัน ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการการค้าใหม่ ๆ ของประเทศคู่ค้า ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดด้านต้นทุนพลังงาน และการแข่งขันด้านเทคโนโลยี แต่ขณะเดียวกันก็ถือเป็นการเปิดโอกาสสำคัญในการยกระดับและพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการในประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะหน่วยงานหลักในการกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ภายใต้บริบทความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล โดยเน้นย้ำการปรับโครงสร้างภาคการผลิตสู่ “อุตสาหกรรมมูลค่าสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม”
ดร. ณัฐพล กล่าวต่อว่า โอกาสอุตสาหกรรมไทย ภายใต้ความท้าทายโลกยุคใหม่ ต้องเสริมอุตสาหกรรมเดิม...เพิ่มอุตสาหกรรมใหม่ โดยการส่งเสริมการลงทุนรูปแบบใหม่จากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ด้านยานยนต์แห่งอนาคต, เซมิคอนดักเตอร์, อุตสาหกรรมสีเขียว, AI และ Data Center สร้างอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องจากการลงทุนของภาครัฐ ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ และอุตสาหกรรมระบบราง พร้อมต่อยอดอุตสาหกรรมที่ได้เปรียบของประเทศ เช่น เกษตรอุตสาหกรรมแบบครบวงจร อุตสาหกรรมสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ของไทย อาทิ อาหารและผลไม้ไทย แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ กีฬาและศิลปะการต่อสู้ รวมถึงการสร้างแรงดึงดูดใหม่ ๆ โดยการทบทวนมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve ในรูปแบบ Tailor made ดึงดูดผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ สร้าง Supply Chain พร้อมกับการส่งเสริมการผลิตหรือใช้ชิ้นส่วนหลักที่ผลิตในประเทศ และสร้างอาชีพแห่งอนาคตรองรับทักษะใหม่ที่มีมูลค่าสูงให้กับคนไทย (High Value Job) ตลอดจน การต่อยอดศักยภาพยกระดับจุดแข็งและรักษาฐานการผลิตของอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ เช่น การผลิตรถยนต์เทคโนโลยีไฮบริด(หรือไมล์ดไฮบริด) เกษตรมูลค่าสูง การยกระดับผลิตภาพการผลิตเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการสร้าง Ecosystem รองรับการลงทุนและยกระดับผู้ประกอบการไทย
นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม มุ่งเน้นการทำงานเป็นทีมเดียวและขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันภายใต้นโยบาย “MIND AS ONE” ไม่แยกหน้าที่ตามภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมกันของทั้งกระทรวงฯ โดยบูรณาการการตรวจกำกับโรงงาน เหมืองแร่ การสกัดกั้นสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ตรวจภายใต้มาตรฐานเดียวกัน และใช้ระบบดิจิทัลเป็นเครื่องมือหลัก อาทิ ระบบตรวจกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรม ระบบรับเรื่องร้องเรียน การร้องเรียนผ่านไลน์ “แจ้งอุต” และระบบรายงานข้อมูลกลาง (iSingleForm) เพื่อเชื่อมโยงการทำงานระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอย่างไร้รอยต่อ โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ การกำกับดูแลภาคอุตสาหกรรม ให้เติบโตอย่างยั่งยืน สร้างกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรมต่อผู้ผลิตในประเทศ และสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ดูแลช่วยเหลือเอสเอ็มอีในภูมิภาค และดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง